ที่นี่และที่นั่น

จาก บิ๊กสุ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” .. ถึง บิ๊กบัง “ไม่สนใจการเมือง” มองอนาคตแก๊ง สม(คบ)คิด "พรรคทหาร"

การรัฐประหาร  2 ครั้ง หลังสุด ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร  22 พฤษภาคม 2557  นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ก็คือ การรัฐประหาร  23 กุมภาพันธ์ 2534 โดย รสช.  และการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย คปค. (ต่อมาใช้ชื่อ คมช.)

 

โดยหลังการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้ง มีกระแสข่าวออกมาชัดเจนถึงกรณีที่ คณะรัฐประหารเลือกใช้ “สูตร (ไม่) สำเร็จ” เป็นตัวเลือกในการสืบทอดอำนาจ  ทั้งด้วยการก่อตั้งและสนับสนุน “พรรคทหาร”  พร้อมกับตัดสินใจก้าวเข้าสู้เส้นทางการเมือง

แต่ปรากฎว่า “พรรคทหาร”และการตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง ของผู้นำคณะรัฐประหาร ทั้ง 2 ยุค  ล้วนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แบบที่เรียกได้ว่า “จบไม่สวย” เลยก็ว่าได้

 

โดยหลังเหตุการณ์รัฐประหาร  23 กุมภาพันธ์ 2534 โดย รสช. ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญ และจัดการเลือกตั้ง ในวันที่ 22 มีนาคม 2535

 

ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว  “พรรคสามัคคีธรรม” ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งไม่นานนัก ได้รวมนักการเมืองจากหลายพรรค และบุคคลใกล้ชิดกับ คณะรัฐประหาร รสช.เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีนายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค

 

ผลการเลือกตั้ง “พรรคสามัคคีธรรม” ได้รับชัยชนะมากที่สุด 79 ที่นั่ง จากทั้งหมด 360 ที่นั่ง และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พร้อมกับผลักดันให้ “พล.อ.สุจินดา” แกนนำ รสช. ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” จนสำเร็จ

แต่ก็เป็นความสำเร็จที่มาพร้อมกับ วลี “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ที่ดังกระหึ่ม

โดยเป็นข้อความที่ พล.อ.สุจินดา กล่าวในวันอำลาตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 ถูกหยิบจับขึ้นมาโจมตี อย่างหนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ พล.อ.สุจินดา เอง ได้ยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”

จนนำไปสู่การ เดินขบวนประท้วงของประชาชน กระทั่งเกิดเหตุการณ์  “พฤษภาทมิฬ 2535” ที่มีผู้บาดเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เกิดความเสียหายต่อสังคม ประเทศชาติและประชาธิปไตยอย่างรุนแรง

“พรรคสามัคคีธรรม” ที่ถูกครหาเป็น “พรรคทหาร”  และก่อตั้งมาเพื่อสืบทอดอำนาจ รสช. ก็ต้องยุติบทบาททางการเมืองในท้ายที่สุด

 

เช่นเดียวกันกับ เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้น

โดยหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หน้า 11 วันที่ 19 พฤศจิกายน  2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11576 บันทึกเอาไว้ว่า

 

มองย้อนกลับไปในวันที่ พล.อ.สนธิ ยังอยู่บน “เก้าอี้แห่งอำนาจ” ในตำแหน่งประธาน คมช. ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่สนใจการเมือง ไม่เล่นการเมือง และจะไม่รับตำแหน่งใดทางการเมืองทั้งช่วงที่เป็น คมช. และหลังสิ้น คมช.

 

นี่คือการประกาศ “จุดยืนร่วมกัน” ของบรรดาสมาชิก คมช. เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 หลัง “ยึดอำนาจ” ได้สำเร็จเพียงหนึ่งวัน ซึ่ง คมช.ทุกคนเห็นพ้องกันว่าจะ “ไม่แสวงอำนาจการเมือง” เป้าประสงค์เพียงเพื่อ “ยุติอำนาจ” รัฐบาลขณะนั้นที่บริหารประเทศแล้วเกิดปัญหา

 

ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ คมช.เรืองอำนาจทุกคนต่างรักษาจุดยืนได้ชัดเจน คือปล่อยให้รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศ “รักษาเกมการเมือง” แม้ว่าจะมี คมช.เป็นผู้ช่วยประคับประคอง

 

แต่สิ่งที่ถือเป็น “จุดเริ่มความเสื่อม” ของ คมช. คือ การตัดสินใจลาออกจากประธาน คมช. ของ พล.อ.สนธิ เพื่อเข้าไปรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงหลังเกษียณอายุราชการ และส่งไม้ผลัดให้ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ทำหน้าที่รักษาการประธาน คมช. แทนในช่วง “โค้งสุดท้าย” ก่อนการนำสังคมไทยเข้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550

 

และจากการที่พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะหลังการเลือกตั้ง ทำให้ คมช.แถลงจบภารกิจด้วย “ความพ่ายแพ้” ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ดูแลประเทศ ถือเป็นการ “ปิดตำนาน คมช.” อย่างเป็นทางการ ”

แม้หลังจากนั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร คมช. จะพยายามเข้าสู่การเมืองตามระบบประชาธิปไตย ด้วยการตั้งพรรคมาตุภูมิ และลงสู่สนามเลือกตั้ง เพื่อยืนยันการเข้าตามตรอกออกตามประตู  ตามวิถีการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

แต่น่าจะพูดได้ว่า ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในสนามการเลือกตั้ง และเป็นพรรคเล็กที่บทบาททางการเมืองมีเพียงน้อยนิด

สถานการณ์ในวันนี้ คือ กระแสข่าว การ “สมคบคิด” กันของอดีตนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับแกนนำในคณะรัฐประหาร คสช. เพื่อจะก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นเป็น “พรรคทหาร” โดยหวังใช้เป็นเครื่องมือในการ “สืบทอดอำนาจ”  ค่อนข้างหนาหู

แม้จะยังไม่ชัดนัก ถึงขั้นเป็นรูปเป็นร่าง เห็นตัว เป็นพรรค ขับเคลื่อนบทบาททางการเมือง

แต่โครงสร้างหลักๆ ของผู้เกี่ยวข้องเบื้องหลังที่หลุดออกมาตามข่าว ทำให้เห็นอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น

จนถึงตอนนี้ คงเหลือแค่ ให้สังคมไทย เฝ้ารอ พิสูจน์ชัดๆ ว่า “พรรคทหาร” จะถูกก่อตั้งขึ้นหรือไม่

และ แกนนำในคณะรัฐประหาร จะก้าวเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง หรือไม่

รวมทั้ง ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ ?

เท่านั้น 

 

 

ขอบคุณเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก : มติชนรายวัน  www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01191152&sectionid=0133&day=2009-11-19