ที่นี่และที่นั่น

ย้อนดูคำร้อง “บิ๊กดีเอสไอ” โวยโดนเด้งพ้นเก้าอี้ ปมขัดขืน ไม่สั่งฟ้อง-ไม่สนองอำนาจ? กระจกสะท้อนภาพ “สอบสวนคดีพิเศษ” วันนี้

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกมายอมรับด้วยตัวเองว่า ดีเอสไอได้นำภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะที่ นายพานทองแท้ ชินวัตร เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฐานร่วมกันฟอกเงินในคดีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อ ให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่า เป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้เดินทางมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาจริง

ส่งผลให้เกิดคำถามต่อการกระทำของดีเอสไอ อย่างมาก

ทั้งเรื่องเป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเผยแพร่ภาพดังกล่าว อาจจะเข้าข่าย ขัดต่อ “ระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชนและการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ พ.ศ.2557” ที่มีเนื้อหากำกับการให้ข่าวกับสื่อมวลชนทุกแขนงของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทุกระดับ ให้ต้องระมัดระวังการกระทำอันจะเป็นการละเมิดสิทธิและสร้างความเสียหายต่อผู้เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมด

ไปจนถึง “คำถาม” ในเรื่องการทำงานของดีเอสไอ ในการรักษากฎหมายและรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมตามกฎหมาย ที่ประชาชน จะยังสามารถไว้เนื้อเชื่อใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ ได้อีกหรือไม่ ?

 

แต่ไม่เพียงแค่ กรณีการเผยแพร่ภาพวงจรปิด จนอาจกระทบกระเทือนจนกลายเป็นการละเมิดสิทธิหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ในครั้งนี้เท่านั้น

ในกรณีที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ ที่เกี่ยวกับคดีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย และนายพานทองแท้ ชินวัตร เคยเกิดกรณีครหา ไม่แพ้กันมาแล้วครั้งหนึ่ง

คือกรณีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 เว็บไซด์ข่าวสด เผยแพร่เอกสารที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เพื่อร้องทุกข์คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่สั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์  พ้นจากตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ โดยระบุว่าสาเหตุที่ถูกสั่งย้ายเป็นเพราะไม่ยอมแจ้งข้อหารับของโจรต่อนายพานทองแท้ เนื่องจากเห็นว่าตรวจสอบแล้วพยานหลักฐานไม่ถึง  แต่ข้าราชการระดับบิ๊กของดีเอสไอ ไม่ยินยอมและสั่งการให้ฟ้องคดีไปก่อน แล้วค่อยให้ผู้ต้องหาแก้ต่างเอาเอง

 

โดยเนื้อความในเอกสารดังกล่าว โดยสรุปคือ ก่อนที่จะมีคำสั่งโยกย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ มีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในดีเอสไอในเรื่องการแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มพยานคดีพิเศษที่ 36/2550 ทั้งที่หนึ่งในข้อหานั้นหมดอายุความไปแล้ว โดยคดีนี้ พ.ต.ท.สมบูรณ์ มีฐานะเป็นประธานคณะพนักงานสอบสวนชุดที่สาม ซึ่งได้ทำการสอบสวนกลุ่มบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการรับเช็คกว่า 269 ปาก โดยหนึ่งในนั้น มีชื่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร รวมอยู่ด้วย ซึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายพานทองแท้ นั้น พบว่ามีการซื้อขายหุ้น และมีการร่วมทุนกันเพื่อทำธุรกิจกับผู้เกี่ยวข้องในคดีบ้าง แต่จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนในเวลานั้นยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำผิด

 

โดยในระหว่างการสอบสวน กลับได้รับแจ้งจากบุคคลคนหนึ่งให้มีการแจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินแก่นายพานทองแท้ พร้อมทั้งเรียกตัว พ.ต.อ.สมบูรณ์ ไปพูดคุยถึงสองครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมอยู่ด้วย ซึ่ง พ.ต.อ.สมบูรณ์ ได้ยืนยันว่าหลักฐานไม่เพียงพอ แต่ได้รับแจ้งให้ฟ้องไปก่อน  เพื่อให้นายพานทองแท้ นำหลักฐานไปแก้ข้อกล่าวหาเอง และอีกครั้งได้มีการแจ้งให้ แจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินและรับของโจรกับ นายพานทองแท้กับพวก อีกสามคน แต่ พ.ต.ท.สมบูรณ์แจ้งที่ประชุมว่าข้อหารับของโจรนั้นขาดอายุความไปแล้ว

ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 สั่งให้ย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ ออกตำแหน่งดังกล่าว

 

 

เอื้อเฟื้อข้อมูล เว็บไซด์ไอเอ็นเอ็น :  www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=817466

อ่านเนื้อหาข่าวและเอกสารฉบับเต็มที่ ข่าวสดออนไลน์ :  www.khaosod.co.th/breaking-news/news_498915