ที่นี่และที่นั่น

เปิดบัญชีทรัพย์สิน “อนุพงษ์ เผ่าจินดา” อดีต ผบ.ทบ. ยุคเริ่มตำนาน “เรือ (ไม่) เหาะ 350 ล้าน” รวย จิ๊บๆ แค่ 37 ล้าน

เกินกว่าสองสัปดาห์ ที่ ปมประเด็น “เรือเหาะ” ไม่เหาะ กลายเป็นเรือเหี่ยว อยู่ในกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม

หลังจากที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เปิดเผยข้อมูลเรื่องการยุติการใช้ “เรือเหาะตรวจการณ์” ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้เหตุผลว่า ตัวเรือเหาะ ที่เป็น “บอลลูน” หมดอายุการใช้งาน ส่วนที่ยังใช้การได้ ก็คือ  กล้องตรวจการณ์ ที่จะสามารถนำไปติดกับอากาศยานอื่น

โดย “เรือเหาะ” ของกองทัพบกนี้ มีชื่อว่า “สกายดราก้อน” จัดซื้อจากบริษัทผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2552 ในยุคที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ.

กองทัพบก โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้งบประมาณ ได้จัดซื้อ “ระบบเรือเหาะตรวจการณ์” ด้วยวิธีพิเศษ ใช้งบประมาณถึง 350 ล้านบาท โดยเป็นตัวเรือบอลลูน ราคา 260 ล้านบาท กล้องตรวจการณ์ที่ใช้งานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ราคาประมาณ 70 ล้านบาท และอุปกรณ์สื่อสารกับภาคอื่นอีก 20 ล้านบาท

เป้าหมายของการจัดซื้อ คือ ต้องการให้เป็น “ระบบเฝ้าตรวจทางอากาศ”  เพราะมีกล้องตรวจการณ์ที่ใช้งานได้ทั้งมืดและสว่าง

ส่งมอบถึงประเทศไทย ในช่วงเดือน มิถุนายน 2553 ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องการตรวจรับ เพราะเจอ “รูรั่ว” ทำให้ไม่สามารถขึ้นบินใในระยะความสูงตามสเปคได้ ทำให้กองทัพบก ต้องส่งซ่อม และเปลี่ยนผ้าใบหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ตามศักยภาพ

นอกจากนี้ยังเคยเกิดอุบัติเหตุและต้องร่อนลงจอดฉุกเฉินหลายครั้ง

ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่อง “ความคุ้มค่า” ตามมามากมาย ดังกระฉ่อนตลอดระยะเวลาที่เรือเหาะตรวจการณ์เข้าประจำการ

และเมื่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เปิดเผยข้อมูลเรื่องการยุติการใช้ “เรือเหาะตรวจการณ์” ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้กระแสทุกอย่าง หันกลับมาตั้งคำถามต่อ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย ในฐานะ อดีต ผบ.ทบ. ในยุคที่มีการเริ่มต้นดำเนินการจัดซื้อ “เรือเหาะตรวจการณ์” ดังกล่าว อย่างหนัก

กระทั่ง พล.อ.อนุพงษ์ ต้องออกมาชี้แจงหลายต่อหลายครั้ง พร้อมระบุเปิดทางให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบในทุกขั้นตอนกระบวนการ

แต่กระนั้น ก็ยังไม่สามารถลดทอน การตั้งคำถามจากสังคมได้

ซึ่งก็ทำให้เรื่อง “เรือเหาะ” แต่ “ไม่เหาะ” และเป็น “เรือเหี่ยว” ตามที่สื่อมวลชนหลายสำนักได้นำเสนอ กลายเป็นกระแสที่ดับลงยาก และยืดยาวมากว่า 2 สัปดาห์ และทำให้ชื่อ ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , อดีตผู้บัญชาการทหารบก และเป็นหนึ่งในหัวขบวน คสช. คนนี้ ร้อนแรงที่สุด ในหมู่หัวขบวนคณะปฏิวัติ

จากการตรวจสอบพบว่า พล.อ.อนุพงษ์ ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 ระบุว่า มีทรัพย์สินรวม 37,709,130.47 บาท โดยไม่มีหนี้สิน  มีรายได้ทั้งหมด 2,249,892 บาท จากเงินเดือน รมว.มหาดไทย 73,240 บาท และเงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท รวมทั้งสิ้นปีละ 1,388,880 บาท นอกจากนั้น เป็นเงินบำนาญ และ ชคบ. 68,335 + 3,416 บาท รวมปีละ 861,102 บาท แล้วมีรายจ่าย 1,560,000 บาท

ซึ่งที่น่าสนใจ คือ ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) โดยแจ้งว่า ในส่วนของ พล.อ.อนุพงษ์ มีมูลค่ารวม 600,000 บาท ประกอบด้วย นาฬิกาปาเต๊ะฟิลิปส์ 1 เรือน ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 3.5 แสนบาท นาฬิกาโรเล็กซ์ Date Just 1 เรือน ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 2.5 แสนบาท และเป็นทรัพย์สินของ คู่สมรส คือ นางกุลยา เผ่าจินดา จำนวน 11 รายการ มูลค่ารวม 9.3 ล้านบาท ประกอบด้วย  แหวนเพชร 1 วง ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 5 แสนบาท สร้อยข้อมือเพชร – ทองคำขาว 1 เส้น ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 1.5 ล้านบาท สร้อยข้อมือเพชร – ทองคำ 1 เส้น ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 2 แสนบาท สร้อยข้อมือเพชร 1 เส้น ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 5 แสนบาท แหวนเพชร 1 วง ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 3 แสนบาท ชุดสร้อยแหวนต่างหูมุก 1 ชุด ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 5 แสนบาท นาฬิกาผู้หญิงโรเล็กซ์ 1 เรือน ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 9 แสนบาท นาฬิกาผู้หญิงโรเล็กซ์ 1 เรือน ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 8.5 แสนบาท แหวนเพชร 1 วง ได้มาประมาณกว่า 10 ปี มูลค่า 2 ล้านบาท ต่างหูเพชร 1 คู่ ได้มาเมื่อปี 2555 มูลค่า 1,150,000 บาท และนาฬิกาปาเต๊ะฟิลลิปส์ 1 เรือน ได้มาเมื่อปี 2556 มูลค่า 9 แสนบาท